สารคดีบันทึก : รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ดอกไม้ปลายปืน กับประชาธิปไตยแบบไทยๆ
เรื่อง : ศาสตรา มูสิกะ / ภาพ : ศาสตรา มูสิกะ, บันสิทธิ์ บุณยะรัตเวช, วิจิตต์ แซ่เฮ้ง


คืนวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ คณะทหารในนาม “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” (คปค.) ได้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลรักษาการ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร รัฐประหารครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว และไร้การสูญเสียเลือดเนื้อ

สารคดี ร่วมบันทึกเหตุการณ์รัฐประหารครั้งนี้นับตั้งแต่ม่านควันข่าวลือการรัฐประหารยังฟุ้งตลบ กระทั่งฝุ่นที่ฟุ้งเริ่มจางลงและทุกอย่างแจ่มชัดขึ้นในช่วงวันที่ ๑๙-๒๑ กันยายน ๒๕๔๙

๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ : ปฏิบัติการรถถังบุกกรุง
๐๙.๐๐ น. ขณะที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ปฏิบัติภารกิจอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ได้เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษร่วมกับผู้นำทุกเหล่าทัพที่ทำเนียบรัฐบาลผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เพื่อหารือเรื่องแนวทางการแก้ปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ปรากฏว่าไม่มีผู้นำเหล่าทัพใดเข้าร่วมประชุม จากนั้นข่าวลือเรื่องทหารเตรียมการทำรัฐประหารก็เริ่มแพร่สะพัด

ตกบ่าย ข่าวลือเริ่มส่อเค้าเป็นจริง เมื่อทหารจากกรมกองต่างจังหวัดเริ่มเคลื่อนกำลังเข้ามาประจำการในกรุงเทพฯ แต่ทางต้นสังกัดได้ชี้แจงว่าเป็นการสลับกำลังพลตามวาระปรกติ

๑๙.๐๐ น. พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ได้รับรายงานว่ามีกลุ่มทหารเตรียมการทำรัฐประหาร จึงได้เรียกผู้ที่เกี่ยวข้องประชุมด่วน และได้พยายามติดต่อสถานีโทรทัศน์เพื่อประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

๒๑.๐๐ น. ทหารจากกรมกองต่างจังหวัดเริ่มเข้าประจำการที่กองบัญชาการทหารบก (บก.ทบ.) จากนั้นกำลังทหารพร้อมอาวุธครบมือจำนวนหนึ่งได้เข้าควบคุมสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง ๕ (ททบ. ๕) ให้สถานีโทรทัศน์และวิทยุในเครือกองทัพบกตัดรายการปรกติออก โดยเปิดเพลงและฉายภาพยนตร์เทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแทน

ในช่วงเวลาเดียวกัน รถถัง รถฮัมวี่ รถยีเอ็มซี พร้อมกำลังพลส่วนหนึ่ง ได้เคลื่อนกำลังเข้าอารักขายังบ้านสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ พร้อมตรึงกำลังบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า สะพานมัฆวานรังสรรค์ ทำเนียบรัฐบาล แยกเกียกกาย สยามเซ็นเตอร์ อาคารชินวัตร บ้านจันทร์ส่องหล้า ก่อนจะทยอยเข้าควบคุมจุดสำคัญๆ ทั่วกรุงเทพฯ

๒๒.๐๐ น. พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ชิงออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตกรุงเทพมหานคร โดยโทรศัพท์ทางไกลจากสหรัฐอเมริกา กระจายเสียงผ่านทางโมเดิร์นไนน์ทีวี (ช่อง ๙ อ.ส.ม.ท.) ออกคำสั่งปลด พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน ออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) แล้วให้ พล.อ. เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) เข้าควบคุมสถานการณ์บ้านเมืองแทน แต่ขณะที่ยังประกาศไม่ทันจบ ทหารก็ได้บุกเข้ามาตัดสัญญาณ

๒๓.๐๐ น. คปค. ออกประกาศผ่านสถานีโทรทัศน์และวิทยุทุกแห่ง มีความดังนี้

“เนื่องด้วยขณะนี้ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งประกอบด้วยผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เข้าควบคุมสถานการณ์ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลไว้ได้แล้ว โดยไม่มีการขัดขวาง เพื่อเป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง จึงขอความร่วมมือประชาชนในการให้ความร่วมมือและอยู่ในความสงบ และขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้ด้วย”

ในช่วงเวลาเดียวกัน ที่สหรัฐอเมริกา นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองนายกฯ ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นว่า เนื่องจากมีรายงานว่ามีกลุ่มทหารพยายามจะทำรัฐประหาร พ.ต.ท. ทักษิณ จึงได้สั่งประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ซึ่งขณะนี้สามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้แล้ว

๒๓.๕๐ น. คปค. ออกประกาศฉบับแรก ชี้แจงเหตุผลของการเข้ายึดอำนาจ โดยระบุว่า “การบริหารราชการแผ่นดินโดยรัฐบาลรักษาการปัจจุบัน ได้ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง แบ่งฝ่าย สลายความรู้รักสามัคคีของคนในชาติอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ประชาชนเคลือบแคลงสงสัยการบริหารราชการแผ่นดินอันส่อไปในทางทุจริตประพฤติมิชอบอย่างกว้างขวาง หน่วยงาน องค์กรอิสระ ถูกครอบงำทางการเมือง ไม่สามารถสนองตอบเจตนารมณ์ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ตลอดจนหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” พร้อมทั้งยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาเข้ามาเป็นผู้บริหารประเทศเสียเอง แต่จะได้คืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด ท้ายประกาศลงชื่อ พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้า คปค.

หลังจากนั้น คปค. ได้ทยอยออกประกาศและคำสั่งฉบับต่าง ๆ ออกมาเป็นระยะ โดยประกาศฉบับที่สำคัญ ๆ ได้แก่ ให้ทหารทุกนายไปรายงานตัว ณ ต้นสังกัด และห้ามเคลื่อนย้ายกำลังโดยเด็ดขาด, ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ และให้อำนาจหน้าที่ในการบริหารประเทศที่เคยเป็นของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ตกแก่หัวหน้า คปค.

คืนนั้น หลังจากโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยแถลงว่า คปค. สามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว ประชาชนบางส่วนก็ทยอยออกมาสังเกตการณ์ โดยเฉพาะบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ถนนราชดำเนินนอก มีประชาชนแวะเวียนเข้ามาดูรถถัง บ้างก็เข้าไปขอบคุณทหารพร้อมทั้งขอถ่ายรูปคู่กับทหารและรถถังเป็นที่ระลึก สังเกตได้ว่าทหารทุกนายจะมีผ้าสีเหลืองผูกไว้ที่แขนเสื้อและปลายปืน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นทหารของ คปค.


๒๐ กันยายน ๒๕๔๙ : รัฐประหารครั้งใหม่ กับดอกไม้ปลายปืน
๐๐.๑๙ น. โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯ แถลงว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. พล.ร.อ. สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) พล.อ.อ. ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) พร้อมด้วย พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ รัฐบุรุษและประธานองคมนตรี เข้าเฝ้าฯ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เพื่อกราบบังคมทูลรายงานสถานการณ์บ้านเมือง

๐๙.๐๐ น. คปค. ทั้งคณะ นำโดย พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. พล.อ. เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ ผบ.สส. พล.ร.อ. สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผบ.ทร. พล.อ.อ. ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ. และ พล.ต.อ. โกวิท วัฒนะ ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ออกแถลงข่าวทางโทรทัศน์เป็นครั้งแรก โดยย้ำถึงสาเหตุที่ต้องเข้ายึดอำนาจ และยืนยันว่าจะเร่งปฏิรูปการเมืองให้เร็วที่สุด

หลังจากนั้น คปค. ได้ทยอยออกประกาศและคำสั่งออกมาตลอดทั้งวัน มีอาทิ ให้ปลัดกระทรวง อธิบดี หัวหน้าหน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งอธิการบดีสถาบันอุดมศึกษาของรัฐในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล มารายงานตัว ณ บก.ทบ. ส่วนผู้ที่ประจำอยู่ต่างจังหวัดให้ไปรายงานตัวที่กองบัญชาการ กองทัพภาค, ให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ควบคุมการเผยแพร่ข้อมูลในเครือข่ายการสื่อสารทั้งหมด, ให้นิสิตนักศึกษามีส่วนร่วมทางการเมือง, ขอความร่วมมือสื่อมวลชนเสนอข่าวอย่างสร้างสรรค์, ประกาศห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน ๕ คน, ขอความร่วมมือจากผู้ใช้แรงงาน ชาวนา ชาวไร่ ให้อยู่ในความสงบ, ห้ามการกักตุนสินค้า, ประกาศยืนยันที่จะยึดมั่นในนโยบายต่างประเทศที่วางไว้ ฯลฯ

๑๓.๔๕ น. พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน ได้เชิญเอกอัครราชทูตและอุปทูตประจำประเทศไทยจำนวน ๔๓ ประเทศ เข้าพบเพื่อชี้แจงเหตุผลในการยึดอำนาจ ที่หอประชุมกิตติขจร บก.ทบ. โดยย้ำต่อคณะทูตว่า จะประกาศรัฐธรรมนูญชั่วคราวภายใน ๒ สัปดาห์ เพื่อให้เกิดรัฐบาลพลเรือน และจะรีบจัดการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด

๑๕.๐๐ น. คปค. ได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนทุกแขนงทั้งไทยและต่างประเทศกว่า ๔๐๐ คน เข้าซักถามข้อสงสัยที่หอประชุมกิตติขจร บก.ทบ. พร้อมย้ำว่าการยึดอำนาจครั้งนี้เป็นการทำตามความต้องการของประชาชน คปค. ได้ใช้เวลาคิดล่วงหน้าเพียงแค่ ๒ วัน โดยจะเข้ามายึดอำนาจเพียงระยะสั้น ๆ เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวและแต่งตั้งนายกฯ และคณะรัฐมนตรีชั่วคราวให้เสร็จภายใน ๒ สัปดาห์ จากนั้นจะเร่งยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และจะจัดให้มีการเลือกตั้งภายใน ๑ ปี ส่วนกรณีการสอบสวนความผิดและการยึดทรัพย์ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย

๑๖.๐๐ น. พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เดินทางถึงกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และได้ให้สัมภาษณ์ว่า “คิดไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ตอนเดินทางมาเป็นนายกรัฐมนตรี ตอนกลับไปเป็นคนตกงาน แต่ไม่เป็นไร ในเมื่ออาสาเข้ามาทำงานแล้วเขาไม่ให้ทำ ก็ไม่ทำ”

๑๘.๐๐ น. คปค. ได้ออกประกาศฯ ให้ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๒ มีผลใช้บังคับต่อไป และให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ดำรงตำแหน่งต่อไปเพื่อเตรียมตรวจสอบการทุจริตของนักการเมือง และให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดเดิมดำรงตำแหน่งต่อไปเพื่อเตรียมจัดการเลือกตั้ง

ตลอดวันนี้ หลังจากสถานการณ์ที่อึมครึมเริ่มคลี่คลาย ประชาชนบางส่วนได้นำดอกกุหลาบ อาหาร และเครื่องดื่ม มามอบให้ทหาร พ่อแม่บางคนพาลูก ๆ มาถ่ายรูปคู่กับทหารเป็นที่ระลึก ทำให้บรรยากาศบริเวณถนนราชดำเนินนอกคึกคักครึกครื้น หลายคนเข้ามาขอจับมือทหารพร้อมขอบคุณ บ้างก็กล่าวยกย่องว่าทหารเป็นฮีโร่หรืออัศวินม้าขาวที่เข้ามาช่วยกู้วิกฤตของชาติ

แม่บ้านรายหนึ่งเปิดเผยว่า “ดีใจที่ทหารเข้ามาช่วยกู้วิกฤต ถ้าทหารไม่เข้ามาตอนนี้ ปล่อยให้พันธมิตรฯ นัดชุมนุม ถ้าเกิดมีใครสร้างสถานการณ์ให้ปะทะกับกลุ่มที่สนับสนุนนายกฯ ก็อาจเกิดการนองเลือดได้ ประเทศชาติจะยิ่งวิกฤตกว่านี้”

ช่วงค่ำวันนี้ สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณีรัฐประหารครั้งนี้ พบว่ามีคนที่เห็นด้วยถึงร้อยละ ๘๓.๙๘ โดยให้เหตุผลว่าจะช่วยลดความตึงเครียดทางการเมืองและยุติความวุ่นวาย และอีกร้อยละ ๗๕.๐๔ เชื่อว่าหลังจากนี้การเมืองไทยจะดีขึ้น

ส่วนปฏิกิริยาจากประชาคมโลกต่างก็รู้สึกแปลกใจที่คนไทยรู้สึกยินดีกับรัฐประหาร และส่วนใหญ่เห็นไปในทางเดียวกันว่า รัฐประหารครั้งนี้จะทำให้ประชาธิปไตยของไทยถอยหลัง ดังนั้นทหารควรจะรีบคืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด โคฟี อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) กล่าวว่า รัฐประหารไม่ใช่สิ่งที่น่าสนับสนุน เพราะยูเอ็นมีจุดยืนสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลโดยเป็นไปตามกระบวนการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาประชาธิปไตยของไทยหยั่งรากลึกแข็งแกร่ง ตนหวังว่าประชาธิปไตยของไทยจะถูกสถาปนาขึ้นมาอีกครั้งโดยเร็วที่สุด ส่วน แบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการองค์การสิทธิมนุษยชน Human Rights Watch สาขาเอเชีย ได้เรียกร้องให้ทหารคืนสิทธิขั้นพื้นฐานให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด แม้ว่ารัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร จะมีปัญหาเรื่องแทรกแซงสิทธิเสรีภาพ แต่ทหารก็ไม่ควรทำรัฐประหาร


๒๑ กันยายน ๒๕๔๙ : เทศกาลวันเด็ก กับแฟชั่นลายพราง
๑๑.๒๐ น. แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทั้ง ๕ คนได้แถลงข่าวว่าพันธมิตรฯ ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารครั้งนี้ แต่เข้าใจว่าเงื่อนไขทางการเมืองในปัจจุบันกำลังเข้าสู่ทางตัน จึงจำเป็นต้องใช้วิธีนี้เพื่อยุติความแตกแยกของประชาชน อย่างไรก็ตามขอให้คืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด จากนั้นพันธมิตรฯ ได้ประกาศยุติบทบาท แต่จะยังคงศูนย์ประสานงานพันธมิตรฯ เอาไว้ จนกว่าการปฏิรูปการเมืองและการโค่นระบอบทักษิณจะสำเร็จ

๑๑.๓๐ น. นายเนวิน ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เดินทางมารายงานตัวต่อ คปค. ตามลำดับ ก่อนที่ทั้งสองคนจะถูกควบคุมตัวไว้

๑๗.๐๐ น. พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ออกแถลงการณ์ผ่านสื่อเป็นครั้งแรกที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ว่ายอมรับชะตากรรมทางการเมืองที่ได้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทยแล้ว ทั้งนี้คณะรัฐประหารไม่ควรทำให้ความพยายามในการสร้างความสมานฉันท์ในสังคมไทยของตนต้องเลิกล้มไป ในระหว่างนี้ตนจะเตรียมการวางแผนทำงานวิจัยเพื่อการพัฒนา และอาจจะทำงานการกุศลเพื่อประเทศไทยต่อไป

วันนี้ประชาชนจำนวนมาก รวมไปถึงชาวต่างชาติ ได้เดินทางมายังบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าเพื่อถ่ายภาพคู่กับทหารและรถถังเป็นที่ระลึก แฟชั่นชุดทหารได้รับความนิยมเป็นพิเศษ สาว ๆ ใส่เสื้อสายเดี่ยวลายพราง ผู้ชายนุ่งกางเกงทหาร เด็ก ๆ ใส่ชุดทหาร ถือปืนพลาสติก ช่วงบ่ายมีนางแบบจากญี่ปุ่นในชุดเสื้อสายเดี่ยวกับกางเกงทหารตัวจิ๋ว มายืนโพสท่าเกาะบ่าทหารเพื่อถ่ายแบบ ประชาชนบางส่วนยังคงนำดอกไม้ อาหาร น้ำดื่ม มามอบให้ทหารอยู่เป็นระยะ เด็ก ๆ หลายคนถือลูกโป่งเดินดูรถถังกันอย่างสนุกสนาน บางครั้งทหารก็อุ้มเด็ก ๆ ขึ้นไปนั่งบนรถถัง บรรยากาศทั่วไปราวกับเป็นงานวันเด็ก ซึ่งเด็ก ๆ ก็คงจะดีใจเพราะวันเด็กคราวนี้มีรถถังให้ดูอยู่หลายวัน

ทหารรายหนึ่งจากกองพันทหารม้าที่ ๔ รักษาพระองค์ (ม.พัน. ๔ รอ.) ที่ตรึงกำลังบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เล่าว่า เคยร่วมทำรัฐประหารครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๒๘ (กบฏทหารนอกราชการ ๙ กันยายน ๒๕๒๘)

“เป็นทหารต้องทำตามคำสั่ง ผู้บังคับบัญชาว่าอย่างไรก็ต้องทำอย่างนั้น ครั้งก่อนๆ อาจจะไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่ครั้งนี้ผมเชื่อว่าทหารเกือบทุกคนเห็นด้วย เพราะระบอบทักษิณสร้างความเสียหายให้ประเทศไทยอย่างมาก ถ้าทหารไม่ชิงทำรัฐประหารเสียก่อน ปล่อยให้มีการเลือกตั้ง เขาก็เข้ามาอีก ถึงตอนนั้นความแตกแยกก็จะยิ่งรุนแรงจนอาจกลายเป็นสงครามกลางเมืองได้ อีกทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ประชวรอยู่ด้วย จึงไม่อยากให้พระองค์ท่านทรงกังวล”

ก่อนขอตัวไปถ่ายรูปกับประชาชน เขากล่าวทิ้งท้ายอย่างอารมณ์ดีว่า “คราวก่อน ๆ เราได้แต่ก้อนหิน แต่คราวนี้เราได้ดอกไม้จนรถถังจะกลายเป็นศาลพระภูมิไปแล้ว ดูสิ เด็ก ๆ เต็มไปหมด ลูกโป่งสวรรค์ก็มีขายนะ คุณอย่าเอาไปลงผิดเป็นวันเด็กเสียล่ะ”

ส่วนนักศึกษาสาวปีสี่ ๓ คนจากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งถือหนังสือรวมภาพเหตุการณ์รัฐประหารมาขอลายเซ็นทหารบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เปิดเผยว่า “พวกเรามาขอบคุณทหารที่ช่วยกู้วิกฤตครั้งนี้ ไม่อย่างนั้นอาจจะเกิดการนองเลือดและสูญเสียมหาศาล ถึงใครจะมองว่ารัฐประหารทำให้ประเทศถอยหลัง แต่เราว่าก็ดีกว่าเกิดสงครามกลางเมือง เราจึงมาขอลายเซ็นทหารเก็บไว้เป็นบันทึกประวัติศาสตร์”
.......................................................
วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๙ มีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองฉบับชั่วคราว และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกฯ คนใหม่ วันต่อมากองทัพก็เริ่มถอนกำลังออกจากกรุงเทพฯ หลังจากนี้ คปค. จะถอยออกไปอยู่ในฐานะ “คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ” (คมช.) คอยดูแลรัฐบาลชั่วคราวบริหารประเทศ และเร่งกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี เพื่อเตรียมการเลือกตั้งต่อไป

ถึงวันนี้คงกล่าวได้ว่า ปฏิกิริยาของคนในสังคมต่อการรัฐประหารครั้งนี้แบ่งออกเป็นสองฝ่าย โดยฝ่ายที่เห็นด้วยมองว่าประเทศชาติถึงจุดวิกฤตแล้วและรัฐประหารคือทางออกเดียวที่เหลืออยู่ ทั้งยังมองว่ารัฐประหารครั้งนี้สุภาพเรียบร้อย คลาสสิก และโรแมนติกที่สุด ขณะที่อีกฝ่ายมองว่ารัฐประหารครั้งนี้เป็นการตัดตอนกระบวนการประชาธิปไตยไทย เป็นการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับที่ได้ชื่อว่าเป็นของประชาชนมากที่สุด และนับเป็นการสูญเสียประชาธิปไตยอีกครั้งในรอบ ๑๕ ปีหลังจากรัฐประหารของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) เมื่อปี ๒๕๓๔ ซึ่งทำให้เกรงว่าจะเกิดการซ้ำรอยกับเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” เมื่อปี ๒๕๓๕ คนกลุ่มหลังนี้จึงได้ทำการเคลื่อนไหวคัดค้านการรัฐประหารในหลายรูปแบบ ทั้งด้วยการแสดงออกด้วยการใส่ชุดดำมารวมตัวกันที่สยามเซ็นเตอร์ นัดชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า ๕ คนตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ อาทิ ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์, จุฬาฯ, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และล่าสุดก็คือการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ของกลุ่มอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนด้วยการฉีกธรรมนูญฉบับชั่วคราว เป็นต้น

รัฐประหารครั้งนี้จะกู้วิกฤตชาติได้จริงหรือไม่ ? ประชาธิปไตยไทยกำลังถอยหลังหรือเพียงหาทางตั้งหลักใหม่ ? ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยจริงหรือ ? คำถามเหล่านี้คงยังไม่มีใครตอบได้ นับจากนี้ไปอีก ๑ ปี ประชาชนคนไทยคงต้องติดตามการทำงานของรัฐบาลชุดนี้และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติกันอย่างใกล้ชิด เราได้แต่หวังว่า คปค. จะไม่เดินย่ำรอย รสช. และหวังว่าคนไทยคงยังจดจำเหตุการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๓๕ ได้ดี

ช่วงนี้ “การเมืองเปลี่ยนแปลงบ่อย” กรุณาช่วยกันรักษาสุขภาพประชาธิปไตยไทยด้วย


๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ คือ ปฏิวัติ หรือ รัฐประหาร ?
การยึดอำนาจรัฐบาลของ คปค. เมื่อคืนวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ หลายฝ่ายเรียกเหตุการณ์ครั้งนี้ว่าเป็นการ “ปฏิวัติ” บ้างก็เรียกว่า “รัฐประหาร” แสดงว่าสังคมไทยยังสับสนกับการใช้คำศัพท์ดังกล่าว แท้จริงแล้ว การปฏิวัติ (revolution) หมายถึง การเข้ายึดอำนาจแล้วเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ในประเทศไทยมีการปฏิวัติครั้งเดียวคือ เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ที่คณะราษฎรเข้ายึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย ส่วนการรัฐประหาร (coup d’etat) นั้น หมายถึง การยึดอำนาจเพื่อล้มล้างรัฐบาลชุดเดิม ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับเดิม แล้วตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นแทน ในเมืองไทยเคยเกิดรัฐประหารทั้งหมด ๑๐ ครั้ง รวมครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ด้วย ทั้งนี้หากผู้ก่อการปฏิวัติหรือรัฐประหารครั้งนั้น ๆ กระทำการไม่สำเร็จ จะถูกเรียกว่า กบฏ (rebellion) ซึ่งในเมืองไทยเคยเกิดขึ้น ๑๒ ครั้ง






บทความนี้มาจาก Sarakadee สารคดี
http://www.sarakadee.com/web

URL สำหรับเรื่องนี้คือ:
http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=626

จุดมุ่งหมายของกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย

1. สืบทอดและสานต่อเจตนารมณ์คณะราษฎรในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน และผลักดันนโยบายตามหลัก 6 ประการของคณะราษฎร
2. รวบรวมกำลังประชาชนผู้รัก ชาติ รักประชาธิปไตย ร่วมกันโค่นเผด็จการทหารและระบอบ อำมาตยาธิปไตยเพื่อสร้างสรรค์ประชาธิปไตยของประชาชน

วัตถุประสงค์ของกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย

1. ให้การศึกษา เผยแพร่ ข่าวสาร ข้อมูล เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกประชาธิปไตยให้กับประชาชนและสาธารณชน 
2. รวมกลุ่มประชาชนทุกสาขาอาชีพ ในการเข้าร่วมและสนับสนุนการเคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ
3. ประสานความร่วมมือกับกลุ่ม องค์กรประชาชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างสังคมประชาธิปไตย ความเป็นธรรม สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคเท่าเทียม ในสังคม 

กิจกรรม

- จัดทำสื่อสิ่งตีพิมพ์ทุกชนิดเผยแพร่ให้กับประชาชน
- ฝึกอบรมให้ความรู้เสริมสร้างจิตสำนึกประชาธิปไตย
- รวมกลุ่มประชาชนทำการณรงค์ต่อสาธารณชน รัฐบาล รัฐสภา หรือหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ในโอกาสต่างๆ 
- ประสานความร่วมมือกับกลุ่มองค์กรต่างๆ ในการเคลื่อนไหวต่อสู้คัดค้านเผด็จการ สร้างสรรค์ประชาธิปไตย

สำนักงาน 81/6 ถนนอรุณอัมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กทม. 10700
โทร. 081-8229477 Email : june24democrazy@yahoo.com